วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2558


“โลกาภิวัตน์กับการจัดการวัฒนธรรม”






       ปัจจุบันความรู้ว่าด้วยการจัดการวัฒนธรรมเป็นเรื่องที่ท้าทายคนทำงานวัฒนธรรม ให้ต้องพิจารณาคำว่า
วัฒนธรรม ในความหมายที่กว้างมากขึ้นกว่าในอดีต วัฒนธรรมไม่ใช่เรื่องของการสืบสานขนบธรรมเนียมประเพณีเพียงอย่างเดียว และไม่ใช่เป็นเรื่องของการจัดงานประเพณีตามเทศกาลเท่านั้น ยังมีสิ่งต่าง ๆ อีกมากมายที่คนทำงานงานวัฒนธรรมต้องพัฒนาให้เท่าทัน


      ก่อนที่จะพูดถึงการจัดการวัฒนธรรม เราอาจจะต้องพูดถึงปัญหาต่าง ๆที่รุมเร้างานวัฒนธรรม จนทำให้เกิดแนวคิดเรื่องการจัดการวัฒนธรรมขึ้น เราลองมาถอดรหัสดูซิว่ามีปัญหาอะไรบ้างที่ท้าทายงานวัฒนธรรมในปัจจุบัน อะไรบ้างที่ส่งผลกระทบโดยตรง สิ่งเหล่านี้ประกอบด้วย กระแสโลกาภิวัตน์ หรือ ยุคที่ข้อมูลข่าวสารหรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในมุมหนึ่งของโลกส่งผลกระทบถึงส่วนอื่น ๆของโลกได้อย่างรวดเร็ว หรือที่บางคนเรียกว่าโลกไร้พรมแดน เช่น เร็ว ๆ นี้ มีงานที่ยิ่งใหญ่ของโลกเกิดขึ้นและส่งผลกระทบกับคนไทยมาก นั่นก็คือบอลโลก ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ใช่กีฬาประจำชาติไทยเลย แต่เวลามีการแข่งขันก็ส่งผลกระทบในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของการพนัน เกิดการรวมกลุ่มของแฟนบอลทีมชาติต่าง ๆ มีการทายผลฟุตบอล ฯลฯ โลกาภิวัตน์ส่งผลต่อการเร่งอัตราการเคลื่อนย้ายถ่ายเทวัฒนธรรมโลก จากซีกโลกหนึ่งไปอีกซีกโลกหนึ่ง เป็นการเคลื่อนย้ายถ่ายเท อย่ามองว่าโลกาภิวัตน์ทำให้เรารับกระแสวัฒนธรรมตะวันตกฝ่ายเดียว จริง ๆ แล้วโลกตะวันตกก็รับของเราไป เช่น เขารับเรื่องการดูแลสุขภาพ เอาโยคะ เอาอะไรดี ๆ ของเราไป แล้วผลิตเป็นสื่อต่าง ๆ ที่สร้างกระแสได้แล้วเอากลับมาขายในโลกตะวันออก ทั้ง ๆ ที่ โยคะ มีต้นกำเนิดอยู่ที่อินเดีย ถ้าถามว่าให้คนไทยเรียนโยคะ อาจไม่มีใครสนใจ แต่ถ้าเมื่อไหร่มันไปผ่านกลิ่นไอของขนมปังที่อเมริกาแล้วกลับมา เราจะ
รู้สึกว่ามันน่าสนใจมากขึ้น ฉะนั้นโลกาภิวัตน์ เองทำให้เกิดกระแสการเคลื่อนย้ายถ่ายเท

ตัวอย่าง “บอลโลก” กระแสเคลื่อนย้ายวัฒนธรรม จากซีกตะวันตก เข้าสู่บ้านเรา

ตัวอย่าง การเล่นโยคะ กระแสเคลื่อนย้ายจากซีกตะวันออก สู่ตะวันตก

       สิ่งที่เข้ามากับกระแสโลกาภิวัตน์ คือ บริโภคนิยม และวัตถุนิยม ดังจะเห็นได้ว่าเราหลายคนนิยมซื้อของที่มี อาจจะเกินความต้องการ รถยนต์กลายมาเป็นปัจจัยที่ 5 โทรศัพท์มือถือเป็นปัจจัยที่ 6 มีอะไรเต็มไปหมดทั้ง ๆ ที่ เมื่อก่อนเราอยู่ได้โดยไม่มีวัตถุบางชนิด แต่พอวัฒนธรรมบริโภคนิยม เข้ามา เรารู้สึกว่าอยู่ไม่ได้ เพราะผู้คนรอบข้างเราเปลี่ยนไปหมด เมื่อเพื่อนทุกคนมีโทรศัพท์มือถือ เราก็ต้องมี ลูกไปโรงเรียนก็เกิดความห่วงใย อาจจะต้องซื้อโทรศัพท์มือถือให้ เกิดเป็นกระแสวัตถุนิยมที่นำไปสู่ประเด็นปัญหาทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้น เช่น ในอดีต เรามองคนและให้ความเคารพคนที่คุณงามความดี ความรู้
      ปราชญ์ท้องถิ่นหลาย ๆ ท่าน เรายกย่องท่านอย่างมากในฐานะผู้รู้ หรือ เป็นปูชนียบุคคล ที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับคน แต่ภายใต้กระแสบริโภคนิยม วัตถุนิยม ในปัจจุบัน คนส่วนใหญ่เริ่มตัดสินคนจากวัตถุ การแต่งกาย ชื่นชมคนที่มีฐานะ มีบ้านหลังใหญ่ ๆ มากกว่า ซึ่งอาจไม่ใช่กับทุกคน แต่ก็มีกระแสทำให้เกิดความคิดนี้ขึ้นมาท้าทายวัฒนธรรมเดิม ๆ ของเรามากขึ้นทุกที
       อีกสิ่งหนึ่ง ที่เห็นกันอยู่ทั่วไป ก็ คือ ความเป็นทาสเทคโนโลยี ทุกวันนี้แทบทุกบ้านมีคอมพิวเตอร์ เพราะคิดว่าคอมพิวเตอร์มีประโยชน์ เช่นเดียวกับที่เมื่อก่อนทุกบ้านต้องมีโทรทัศน์เพื่อรับข่าวสาร แต่เดี๋ยวนี้คอมพิวเตอร์นำพาอะไรต่าง ๆนานา จนเกิดปัญหาเด็กติดเกมส์ การสื่อสารออนไลน์ที่นำไปสู่ปัญหาสังคมอีกมากมาย เพราะการใช้เวลาว่างเปลี่ยนไปจากเดิม อยู่ที่ว่าเด็กเลือกที่จะตามใคร เลือกตามเพื่อน หรือตามที่พ่อแม่ช่วยดูช่วยคัดสรรให้ สื่อก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่เข้ามาท้าทายวัฒนธรรมอันดีงามของเรา เราจะเห็นว่าสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ นิตยสาร หนังสือ ต่าง ๆ เป็นแรงจูงใจให้คนทำตาม ถ้าใครอ่านหนังสือหัวนอกที่เราซื้อแฟรนไชส์จากต่างประเทศ ได้สร้างกระแสให้ดาราไทย สร้างความโด่งดังให้ตัวเอง โดยเดินตามแฟชั่นดาราฮอลลีวู๊ด
         ถ้ากระแสโลกาภิวัตน์ ผนวกเข้ากับเงินทุนก็ยิ่งสามารถสร้างสินค้าที่ทรงอิทธิพลในการสร้างค่านิยมแบบใหม่ ๆ ให้กับคนมากได้ยิ่งขึ้น เกิดต้นแบบหรือแม่พิมพ์ทางวัฒนธรรมในโลกยุคใหม่ กระแสแฟชั่นกางเกงลีวายส์ในกลุ่มวัยรุ่น ที่ผู้ผลิตสามารถทำเงินได้มากมาย นี่อาจจะเรียกว่าการสร้างต้นแบบวัฒนธรรมใหม่ขึ้นมาใหม่หรือเปล่า ทำให้คนรุ่นใหม่มีกระแสความนิยมในเรื่องแฟชั่น หรือ รูปแบการใช้ชีวิตที่เหมือนกันไป กระแสบริโภคนิยมที่สร้างค่านิยมให้กับคนรุ่นใหม่ ๆ นี่เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับคนทำงานวัฒนธรรม จนเกิดคำว่า เฝ้าระวังขึ้นมา จะเห็นว่ากระทรวงวัฒนธรรมก็เริ่มจะงานในลักษณะนี้แล้ว และในหลาย ๆ ประเทศก็เริ่มต่อต้านกระแสบริโภคนิยมกันมากขึ้น โดยเฉพาะในองค์กรนอกภาคราชการ เพราะว่ารัฐบาลในหลายประเทศไปทำความตกลงอะไรระหว่างกันก็มักจะมุ่งผลทางเศรษฐกิจเป็นหลัก จนลืมผลกระทบทางสังคมและทางวัฒนธรรม หน่วยงานนอกภาคราชการจึงต้องลุกขึ้นมาคัดค้านและขอให้รัฐบาล ต้องตัดสินใจและทบทวนอะไรใหม่ เช่น กรณีให้ทบทวนการเปิดเขตการค้าเสรี ( FTA) กับอเมริกา เป็นต้น กระแสการพยายามปกป้องอัตลักษณ์หรือผลประโยชน์ของชาติเพิ่มมากขึ้น เกิดเป็นการผลิตสินค้าทางวัฒนธรรมขึ้นมาต่อสู้กับสินค้าวัฒนธรรมจากตะวันตก ที่เห็นได้ชัดเจน คือ ภาพยนตร์ทางโทรทัศน์ ชุด แดจังกึม ซึ่งเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ
เพราะรัฐบาลเกาหลีที่มองเรื่องการพัฒนาประเทศจากรากฐานวัฒนธรรมของตัวเอง ( culture based development ) และพัฒนามาเป็นสินค้าวัฒนธรรมส่งออกไปขายในประเทศแถบเอเชีย และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ในอดีต การพัฒนาทางเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับทรัพยากรธรรมชาติ เช่น กลุ่มประเทศที่มีน้ำมันก็จะรวยได้เร็ว แต่ปัจจุบัน เมื่อทรัพยากรธรรมชาติเริ่มร่อยหลอลง ทรัพยากรทางวัฒนธรรมได้กลายมาเป็นวัตถุดิบสำคัญในการพัฒนาเป็นสินค้าประเทศที่มีทุนทางวัฒนธรรม มีองค์ความรู้ มีเอกลักษณ์ ค่อนข้างเด่นชัด ยาวนาน ก็เริ่มจะพัฒนาสินค้าวัฒนธรรมขึ้นในรูปแบบต่าง ๆ การสนับสนุนเงินทุนการผลิตสินค้าวัฒนธรรมจึงเป็นสิ่งจำเป็น ประเทศเกาหลีเป็นตัวอย่างที่ดีในการที่รัฐบาลให้ความสำคัญต่อการลงทุนเพื่อพัฒนาสินค้าทางวัฒนธรรม โดยกำหนดนโยบายเรื่องการผลิตสินค้าทางวัฒนธรรมสู่ตลาดเอเชียชัดเจนและให้การสนับสนุนในทุก ๆ ด้าน เช่น อุตสาหกรรมภาพยนตร์ อุตสาหกรรมเพลง เกมส์คอมพิวเตอร์ ฯลฯ

ภาพยนตร์ทางโทรทัศน์ ชุด แดจังกึม ซึ่งเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เพราะรัฐบาลเกาหลีที่มองเรื่องการพัฒนาประเทศจากรากฐานวัฒนธรรมของตัวเอง ( culture based development ) และพัฒนามาเป็นสินค้าวัฒนธรรมส่งออกไปขายในประเทศแถบเอเชีย และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

ประเทศไทยมีทุนทางวัฒนธรรมอยู่มากมาย เช่น อาหารไทย ซึ่งคนทั่วโลกรู้จักประเทศไทยจากอาหารที่มีชื่อเสียง คือ ต้มยำกุ้ง เมื่อเราผลิตสินค้าทางวัฒนธรรมใหม่ คือ ภาพยนตร์ที่ต้องการเปิดตัวสู่ตลาดโลก ก็ตั้งชื่อว่า ต้มยำกุ้ง ทั้ง ๆ ที่ในเรื่องไม่มีต้มยำกุ้ง เพื่อเปิดตัวว่าเป็นภาพยนตร์จากประเทศไทยซึ่งมีฉากต่อสู้ที่เผ็ดร้อนแบบรสชาดต้มยำกุ้ง และศิลปะการต่อสู้ในหนังก็เป็นสินค้าทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่สามารถขายได้ เป็นการนำการตลาดเข้ามาใช้โฆษณา การสร้างสินค้าวัฒนธรรมต้องมีกระบวนการพัฒนาที่ดีเพื่อที่จะตอบสนองกลุ่มเป้าหมายอย่างเหมาะสมการจัดการทางวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยให้ทุนทางวัฒนธรรมที่เปรียบเสมือนวัตถุดิบ ถูกนำไปแปรรูปให้เกิดมูลค่าเพิ่มในเรื่องเศรษฐกิจ การนำมาพัฒนาประเทศ และอื่นๆ ได้อีกมากมาย

ต้มยำกุ้ง อาหารไทยรสจัดจ้าน ที่คนทั่วโลกส่วนใหญ่ รู้จักกันเป็นอย่างดี เป็นเมนูแนะนำสำหรับชาวต่างชาติ

มวยไทย อีกอัตตลักษณ์ของทุนทางวัฒนธรรมของไทย

ชาวต่างชาติให้ความสนใจศิลปะการต่อสู้ และป้องกันตัว “มวยไทย” กันอย่างมาก

         อีกสิ่งที่เราน่าจะต้องพิจารณา คือ มุมมองเกี่ยวกับวัฒนธรรมที่แตกต่างกันของคนต่างวัย หรือ มีช่องว่าง
ระหว่างวัยในการมองวัฒนธรรม ในฐานะคนทำงานวัฒนธรรม เราน่าจะต้องคิดว่ามีวิธีไหนบ้าง ที่จะลดช่องว่างในการมองวัฒนธรรมลงได้ และหาวิธีการที่เหมาะสมที่คนต่างวัยสามารถเดินไปด้วยกันอย่างเข้าใจ เพราะช่องว่างที่เห็นในทุกวันนี้ คือ ผู้สูงอายุมักมองไปที่การรักษาวัฒนธรรมแบบเดิม ผู้ใหญ่หลายคนอาจจะมองว่าวัฒนธรรมเป็นสิ่งทีสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ เป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับของเก่า เป็นแบบแผนอันดีงามที่ต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง ไม่สามารถสร้างใหม่ให้ทดแทนของเดิมได้ ต้องพยายามสืบทอดให้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะทำได้ และคาดหวังว่าคนรุ่นใหม่ควรจะต้องสนใจและช่วยสืบสานวัฒนธรรมแบบเดิม หลายคนมองว่า ของเก่าย่อมดีกว่าของใหม่ และกล่าวหาว่ากระแสวัฒนธรรมตะวันตก เป็นตัวทำลายวัฒนธรรมไทย ทั้งๆ ที่วัฒนธรรมตะวันตกมีกระแสคลื่นที่เข้ามาในสังคมไทยในช่วงเวลาต่างๆ ตั้งแต่อดีต เพียงแต่ว่าความแรงความเร็ว มันจะเปลี่ยนไป แต่ในช่วงเวลาที่เราเป็นวัยรุ่นเราจะเห่อกับสิ่งเร้าใจใหม่ๆ มากกว่าจะสนใจวัฒนธรรมที่ผู้ใหญ่เห็นว่าดีงาม อันนี้ก็เป็นการมองวัฒนธรรมที่ต่างมิติเวลา คนช่วงหนึ่งๆ จะรับอะไรใหม่ๆ เหมือนกัน พอเราอายุมากขึ้นก็อาจจะมองว่าสิ่งที่เรารับมามันเป็นวัฒนธรรมที่มีคุณค่า เด็กรุ่นใหม่ก็มองว่าวัฒนธรรมไทยมีคุณค่า แต่อาจจะดูล้าสมัย ไม่เร้าใจในวัยของเขาที่ต้องการการแสดงออกมาก ๆ เค้าต้องการความสะใจทันใจ เข้าสมัยไม่ตกยุค สรุปว่า เด็กรุ่นใหม่รู้ว่าของเก่ามีคุณค่าแต่มันไม่น่าสนใจ ในฐานะคนทำงานวัฒนธรรมและอยู่ในแวดวงวัฒนธรรม เราอาจจะต้องมองหาแนวทางที่จะทำให้ช่องว่างทางความคิดแบบนี้ลดลง

           ในงานวัฒนธรรมปัจจุบัน เราอาจจะไม่ได้มองเรื่องข้อมูลทางวัฒนธรรมหรือการสืบทอดทางวัฒนธรรมเพียงอย่างเดียว แต่มีคำใหม่ๆ ที่ผุดขึ้นมาให้เราได้ยินอยู่เสมอๆ เช่น คำว่า ทุนวัฒนธรรม หรือ สินค้าทางวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมวัฒนธรรม ฯลฯ วัฒนธรรมมีความหลากหลาย และมีองค์ความรู้มากมายที่อยู่ในงานวัฒนธรรมที่สามารถพัฒนามาเป็นทุนวัฒนธรรมได้ ซึ่งในแง่ของการจัดการนั้นทุนวัฒนธรรมอาจแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ
           ประเภทแรก คือ ทุนที่เป็นวัตถุ เช่น โบราณสถาน โบราณวัตถุ งานหัตถกรรม เราจะเห็นอยู่ทั่วไป
ซึ่งมีหน่วยงานที่รับผิดชอบอยู่แล้ว อย่างโบราณสถาน และโบราณวัตถุที่มีคุณค่าระดับชาติ ก็อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร แต่ขณะเดียวกันก็มีโบราณวัตถุอีกมากมายที่อยู่ในความครอบครองของวัด ชุมชน โรงเรียน สถาบันการศึกษาสิ่งเหล่านี้เป็นทุนทางวัตถุที่สามารถนำมาใช้พัฒนาเป็นสินค้าทางวัฒนธรรมได้

ทุนที่เป็นวัตถุ เช่น โบราณสถาน โบราณวัตถุ งานหัตถกรรม

ทุนที่เป็นวัตถุ เช่น โบราณสถาน โบราณวัตถุ งานหัตถกรรม
         
          ประเภทที่สอง คือ ทุนภูมิปัญญา ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่ซ่อนอยู่ในวัตถุ หรือ เทคโนโลยีด้านต่างๆ มากมาย ที่ต้องอาศัยการเรียนรู้และถ่ายทอดระหว่างกัน ซึ่งบางครั้งเรานึกไม่ออกว่ามันเป็นทุนจริงๆ จนกระทั่งมีคนเอาภูมิปัญญาของเราไปใช้ประโยชน์ เช่น กรณีที่ญี่ปุ่นไปจดลิขสิทธิ์ ฤษีดัดตน ซึ่งเป็นทุนภูมิปัญญาของเรา ที่ญี่ปุ่นนำไปอ้างสิทธิ์ว่าเป็นทุนวัฒนธรรมของเขา เกิดเป็นปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ตามมา เมื่อก่อนเราอาจมองว่าวัฒนธรรมเป็นอะไรที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของมันเป็นของร่วมกันใครจะเอาไปศึกษาเผยแพร่ก็ไม่มีปัญหา แต่พอนำวัฒนธรรมมามาใช้เป็นสินค้า จึงเริ่มมีการมองว่าต้องมีลิขสิทธิ์แสดงความเป็นเจ้าของ เพื่อป้องกันการแสวงกำไรที่ไม่มีการคืนผลประโยชน์ให้เจ้าของที่แท้จริง การเก็บข้อมูลจึงเป็นสิ่งสำคัญ เราต้องมีหลักฐานยืนยันว่าเป็นมรดกที่เป็นเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมไทย เราจึงจะสามารถเรียกร้องสิทธิ์คืนมาได้ ถ้าอยู่ดีๆ ญี่ปุ่นเอาไปจดลิขสิทธิ์แล้วเราไม่มีหลักฐานข้อมูลรวบรวมเอาไว้เลย เราก็คงไม่มีหลักฐานที่ไปบอกได้ว่าภูมิปัญญานี้เป็นของเรา

ทุนภูมิปัญญา เช่น “ฤษีดัดตน” ซึ่งมีปัญหาเรื่องจดลิขสิทธิ์กับที่ญี่ปุ่น 

ทุนภูมิปัญญา การทำข้าวเม่าหมี่ ของชุมชนตรอกข้าวเม่า

ทุนภูมิปัญญา การทำ “ขนมปั้นประดิษฐ์” (ขนมปั้นวัว ปั้นควาย) เนื้อหา และวิธีทำตามลิ้งก์ บนเว็บไซต์http://rattanakosin.org/?p=1149       
         
         ข้อมูลวัฒนธรรมมีหลายรูปแบบ หลายเรื่องราว เมื่อเราไปเก็บข้อมูลภาคสนามมาแล้ว เรานำมาใช้ประโยชน์มากน้อยแค่ไหน ข้อมูลเหล่านี้เป็นทุนทางวัฒนธรรมด้านไหนบ้าง หลายครั้งที่วัฒนธรรมที่เรารวบรวมหรือศึกษาวิจัยถูกเก็บไว้ในสำนักงาน โดยขาดการต่อยอดที่เกิดประโยชน์ เพราะขาดการจัดการข้อมูลลองถามตัวเองว่า บันทึกหรือภาพถ่ายที่เราเก็บข้อมูลภาคสนามมีการนำมาจัดระบบที่ดีพอหรือไม่เพราะทุกอย่างที่เราลงไปเก็บข้อมูล มันก็จะหายไปกับกาลเวลา บางคนที่เราสัมภาษณ์วันนี้ พรุ่งนี้เขาอาจจะไม่อยู่ให้เราสัมภาษณ์ แล้วข้อมูลที่เราได้จากเขาเป็นภูมิปัญญาและองค์ความรู้ มากมาย รูปถ่ายที่เราถ่ายมา เรามีการจัดการระบบหรือยัง ทุกวันนี้เราถ่ายรูปไปแล้วแต่ไม่ได้จัดระบบข้อมูล พอเราย้ายแผนก ย้ายฝ่าย ข้อมูลรูปก็ไม่มีใครอ่านเลย ไม่มีใครบอกได้ว่าถ่ายมาจากที่ไหน เมื่อไหร่ ภาพถ่ายที่เก็บไว้โดยไม่มีข้อมูลประกอบก็ไม่เกิดประโยชน์ ปัญหาที่พบอยู่บ่อยๆ ในหน่วยงานวิชาการหลายแห่ง ก็คือ บางทีเราเจอรูปถ่ายเก่าที่น่าสนใจมาก แต่ไม่มีใครรู้รายละเอียด ต้องมาสืบค้นกันใหม่ในฐานะคนทำงานวัฒนธรรมและเก็บข้อมูลทางวัฒนธรรมเราต้องถามตัวเองก่อนว่า เราจัดการข้อมูลที่เรามีซึ่งเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมที่เป็นประโยชน์ดีพอหรือยัง

เพราะข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปพัฒนาเป็นสื่อการเรียนรู้รูปแบบต่าง ๆ เช่น พิมพ์เผยแพร่ หรือ ผลิตเป็นซีดี และทำอะไรได้อีกมากมาย เอกชนหลายแห่งที่จัดทำศูนย์ข้อมูลที่นำรายได้มาสู่องค์กรได้ เช่น ศูนย์ข้อมูลภาพถ่ายของมติชน ที่ถ้าเราอยากได้ภาพถ่ายของเขา เราต้องเสียสตางค์ให้เขา เป็นธนาคารภาพที่ขายได้ ส่วนการใช้ประโยชน์จากข้อมูลเสียงก็มีตัวอย่าง เช่น สถาบันสมิธโซเนียน ของอเมริกา ที่เก็บข้อมูลเสียงเพลงดนตรีพื้นบ้านจากทั่วโลกแล้วให้บริการแก่คนทั่วไป โดยเขาจัดส่งเจ้าหน้าที่มาบันทึกเสียงดนตรีพื้นบ้านทั่วโลก เสร็จแล้วก็เอาไปใส่ใน อินเตอร์เน็ต ใครจะดาวน์โหลดก็ได้ต้องเสีย 95 เซนต์ หรือประมาณ 30 กว่าบาทต่อเพลง แต่มีการแบ่งผลประโยชน์ให้กับเจ้าของเพลง สถาบันได้ค่าจัดการส่วนหนึ่ง เขาทำแบบไม่หวังผลกำไร แต่เป็นการอนุรักษ์ดนตรีพื้นบ้านที่กำลังจะหายไป 

เทคโนโลยี่ ที่ก้าวไปไกลด้วยอินเตอร์เน็ต เผยแพร่ แบ่งปัน หรือแม้กระทั่งซื้อขายข้อมูล เพียงแค่คลิ๊กเดียว ข้อมูลจากซีกโลกหนึ่ง ก็ไหล (Download) เข้าเครื่องของคุณได้ทันที


       ข้อมูลที่เรามีอยู่มากมาย มีแฟ้มจดบันทึกภาพถ่าย ม้วนวีดีโอเต็มไปหมดเลย ไม่รู้จะพัฒนาระบบข้อมูลยังไง ก่อนอื่นเราต้องนำมาสู่กระบวนการคัดสรรว่า เราจะพัฒนาข้อมูลเป็นอะไร เช่น ถ้าเราจะทำเป็นหนังสือเราอาจจะต้องกำหนดหัวข้อเรื่อง และกรอบเรื่อง แล้วจัดข้อมูลที่มีลงไปตามหัวข้อนั้นๆ หรือ หากจะทำเป็นแผนที่แหล่งที่ตั้งก็ได้ เช่น แผนที่แหล่งหัตถกรรมประเภทต่างๆ โดยกำหนดการกระจายตัวของแหล่ง ก็จะช่วยให้คนที่ใช้แผนที่นำไปใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น ข้อมูลวัฒนธรรมจำเป็นจะต้องมีการพัฒนาต่อยอดไปเรื่อยๆ ในรุ่นเราเราอาจจะคัดสรรเรื่องราวนำมาถ่ายทอดเป็นสื่อต่างๆ ได้ในระดับหนึ่ง แต่ข้อมูลเหล่านี้นี้จะเป็นประโยชน์กับคนรุ่นต่อไป และเมื่อนำไปต่อยอดกับองค์ความรู้ด้านอื่นๆ ก็จะมีการเชื่อมต่อให้เกิดภาพรวมขององค์ความรู้ ที่เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ แต่ก่อนอื่นเราต้องถามตัวเองว่า ข้อมูลที่เรามีอยู่ได้มีการคัดสรรแล้วหรือยัง ถ้ายัง ก็เป็นที่น่าเสียดายที่เราเก็บทุนทางวัฒนธรรมโดยไม่ทำให้เกิดประโยชน์ และก็จะสูญหายไปกับตัวเรา คนรุ่นใหม่ไม่สามารถหาข้อมูลที่เพิ่มเติมได้ นอกจากห้องสมุด บางที่ในห้องสมุดก็ต้องยอมรับว่าไม่มีเรื่องที่ลึกซึ้ง ความรู้หลายอย่างด้านวัฒนธรรมมีอยู่ในตัวบุคคล จึงอยากให้ทุกท่านเริ่มเขียนหนังสือ อย่าไปคิดว่าจะเขียนได้ไม่ดี ในช่วงต้นอาจจะไม่สมบูรณ์ แต่ถ้าเราเขียนด้วยใจ เชื่อว่าภาษาหรือสำนวนไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่องค์ความรู้ต่างหากที่มีคุณค่า และสำคัญมาก อยากให้ลองเริ่มเขียน แล้วจะรู้ว่าไม่ได้ยากอย่างที่คิด

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น