ล่าสุดยานอวกาศนิวฮอร์ไรซอนส์ของนาซา “เผยภาพพื้นผิวดาวพลูโตและดวงจันทร์บริวาร” ที่มีความละะเอียดมากยิ่งขึ้น
ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาถ้าใครหลายคนยังจำได้ เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ปี2558 ภาพประวัติศาสตร์การสำรวจดาวเคราะห์แคระดวงนี้ถูกเผยให้เห็นต่อสายตามนุษย์กันบ้างแล้ว อย่างไรก็ตามภารกิจอันแสนห่างไกลสิ่งที่เป็นปัญหามากก็คือ ระยะเวลาในการติดต่อและข้อมูลที่เราจะได้รับกลับมาจากยานอวกาศลำนี้ซึ่งต้องใช้เวลานานกว่า 4 ชั่วโมงครึ่งในการส่งกลับมา
ดังนั้นทีมนักวิทยาศาสตร์จึงมีความจำเป็นที่ต้องบีบอัดข้อมูลก่อนส่งกลับมายังโลก ส่งผลให้ความละเอียดของภาพยังไม่ดีเท่าที่ควรแต่เพื่อเป็นการตรวจสอบและประเมินผลของอุปกรณ์ว่ายังใช้การได้ดีหรือไม่นั่นเอง โดยข้อมูลที่เราได้รับในช่วงแรกเป็นเพียงประมาณ 5% เท่านั้นจากข้อมูลทั้งหมดที่ยานอวกาศลำนี้ได้เก็บและรวบรวมให้ไว้ในเครื่องบันทึกข้อมูลแบบดิจิตอลที่ถูกติดตั้งไปกับยานและข้อมูลที่ถูกส่งกลับมายังโกลส่วนที่เหลือนั้นได้เริ่มขึ้นแล้ว เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2558 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีความละเอียดสูงให้เราได้ศึกษากันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นับจากนี้
และนี้เป็นข้อมูลภาพที่มีความละเอียดสูงล่าสุดที่ถูกส่งกลับมายังโลกในช่วงเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2558 สามารถเผยให้เห็นถึงลักษณะทางธรณีวิทยาของพื้นผิวดาวพลูโตและดวงจันทร์แครอนที่มีความซับซ้อน ทั้งนี้ภาพของดาวพลูโตที่เราได้รับล่าสุดนี้ หากสังเกตจะพบว่ามีร่องรอยของหลุมอุกกาบาตบนพื้นผิวและบางพื้นที่ยังลักษณะทางธรณีวิทยาที่เป็นพื้นผิวราบเรียบอีกทั้งเรายังได้ภาพข้อมูลของชั้นบรรยากาศที่มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมดังแสดงในภาพ
ภาพที่ 1 แสดงภาพข้อมูลที่มีความละเอียดสูงใหม่ล่าสุดที่ได้รับจากยานอวกาศนิวฮอร์ไรซอนส์สามารถเผยให้เห็นพื้นผิวที่ซับซ้อนและเด่นชัดมากยิ่งขึ้นในพื้นที่บริเวณเหนือเส้นศูนย์สูตรของดาวพลูโตขึ้นไปในทิศตะวันออกเฉียงเหนือเมื่อสังเกตจะพบรูปแบบร่องรอยความมืดคล้ำซึ่งนักวิทยาาศาสตร์ได้ตั้งชื่อว่า“Cthulhu Regio”และบางบริเวณยังเป็นพื้นผิวที่เรียบคลอบคลุมพื้นที่กว่า1,800 กิโลเมตรหรือประมาณ1,100 ไมล์นักวิทยาศาสตร์ได้ตั้งชื่อว่า“Sputnik Planum”(เป็นชื่ออย่างไม่เป็นทางการ) ภาพดังกล่าวนี้ได้จากการสังเกตการณ์เมื่อวันที่14 กรกฎาคมปี2558 ขณะที่ยานอยู่ห่างจากดาวพลูโตในระยะประมาณ80,000 กิโลเมตร
อนุเคราะห์ภาพโดย
NASA/Johns Hopkins University Applied Physics Laboratory/Southwest Research Institute
ภาพที่ 2 แสดงชื่อภูมิลักษณ์บนดาวพลูโตทั่วพื้นที่
การตั้งชื่อในครั้งนี้อาจตั้งตามผู้มีบทบาทสำคัญในการพบดาวพลูโต เช่น ไคลค์ ทอมบอห์ เบอร์นีย์ (ผู้ตั้งชื่อพลูโต), หรือแม้แต่ นักดาราศาสตร์ที่สำรวจในอดีต เช่น นอร์เกย์ กุสโต เบิร์ดเป็นต้น(ชื่อดัวกล่าวยังอยู่ในช่วงรอการยืนยันจาก(International Astronomical Union (IAU))
อนุเคราะห์ภาพโดย
ภาพที่3 แสดงชื่อภูมิลักษณ์บนดาวพลูโตบริเวณSputnik Planum
อนุเคราะห์ภาพโดย
ภาพที่ 4 แสดงทุ่งราบน้ำแข็งของพื้นผิวดาวพลูโตบริเวณหัวใจที่เรียกว่า “Sputnik Planum”
เป็นข้อมูลที่ถูกส่งกลับมายังโลกเมื่อวันที่ 5-7 กันยายน 2558 มีพื้นที่คลอบคลุมประมาณ 1,600 กิโลเมตร โดยถูกบันทึกไว้ได้เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ปี 2558 ขณะที่ยานอยู่ห่างจากดาวพลูโตด้วยระยะทาง 80,000 กิโลเมตร
อนุเคราะห์ภาพโดย
NASA/Johns Hopkins University Applied Physics Laboratory/Southwest Research Institute
ภาพที่ 5 แสดงรายละเอียดของพื้นผิวดาวพลูโตบริเวณขอบทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของ
“Sputnik Planum” ซึ่งเป็นทุ่งราบน้ำแข็งมีลักษณะคล้ายกับการเคลื่อนที่ของธารน้ำแข็งบนโลกและร่องรอยของหลุมอุกกาบาตปรากฎอยู่บนพื้นผิวดาวพลูโต
เป็นข้อมูลที่ถูกส่งกลับมายังโลกเมื่อวันที่ 5-7 กันยายน 2558 มีพื้นที่คลอบคลุมประมาณ 0.8 กิโลเมตร ซึ่งถูกบันทึกไว้ได้เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ปี 2558 ขณะที่ยานอยู่ห่างจากดาวพลูโตด้วยระยะทาง 80,000 กิโลเมตร
อนุเคราะห์ภาพโดย
NASA/Johns Hopkins University Applied Physics Laboratory/Southwest Research Institute
ภาพที่ 6 แสดงรายละเอียดของพื้นผิวดาวพลูโตที่ปรากฎร่องรอยของหลุมอุกกาตรรวมถึงสันเขาคล้ายกับเนินที่มีความมืดคล้ำแสดงให้เห็นถึงลักษณะทางธรณีวิทยาบนดาวพลูโตที่ซับซ้อยยิ่งหนัก
อนุเคราะห์ภาพโดย
NASA/Johns Hopkins University Applied Physics Laboratory/Southwest Research Institute
นอกจากรายละเอียดของพื้นผิวดาวพลูโตการสำรวจของยานอวกาศนิวฮอร์ไรซอนส์ยังสามารถบันทึกภาพพื้นผิวของดาวบริวารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในระบบดาวพลูโตมีชื่อว่า “แครอน (Charon)” ภาพที่ส่งกลับมาล่าสุดนี้เผยให้เห็นถึงร่องรอยของหลุมอุกกาบาตรวมไปถึงภูเขาที่เกิดขึ้นในแอ่งและยังปรากฎความมืดคล้ำบริเวณขั้วของดวงจันทร์ได้อย่างชัดเจนมากขึ้นดังแสดงในภาพ
ภาพที่ 7 แสดงรายละเอียดของพื้นผิวดวงจันทร์บริวารแครอน
เป็นภาพที่ถูกบันทึกในช่วง10 ชั่วโมงก่อนการเข้าสำรวจดาวพลูโตในระยะใกล้ที่สุดเมื่อวันที่14 กรกฎาคม2558 ด้วยระยะห่างจากพลูโตประมาณ470,000 กิโลเมตรทั้งนี้มีความละเอียดมากกว่าข้อมูลภาพที่เราได้รับเมื่อวันที่15 กรกฎาคมที่ผ่านมา
อนุเคราะห์ภาพโดย
NASA/Johns Hopkins University Applied Physics Laboratory/Southwest Research Institute
นอกจากข้อมูลภาพพื้นผิวดาวพลูโตและดวงจันทร์ที่ส่งกลับมายังโลกแล้ว ทีมงานการสำรวจยังได้รับภาพที่แสดงให้เห็นถึงชั้นบรรยากาศรอบพื้นผิวดาวพลูโต โดยเต็มไปด้วยโมเลกุลของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน เช่น มีเทน (Methane) เมื่อทำปฏิกริยากับแสงอัลตราไวโอเลตหรือแสงยูวี (Ultraviolet : UV) จากดวงอาทิตย์จะทำให้เกิดสารประกอบใหม่อันซับซ้อนมากขึ้น (complex hydrocarbon gases) เช่น เอทิลีน (Ethylene) และอะเซติลีน (Acetylene) ปกคลุมพื้นผิวดาวพลูโต
ภาพที่8 แสดงการเแบ่งพื้นที่ช่วงเวลากลางวันและกลางคืนของดาวพลูโต
สามารถสังเกตเห็นพื้นที่ที่แสดงให้เห็นถึงหมอกควันปกคลุมเหนือพื้นผิวดาวพลูโต
บันทึกไว้เมื่อวันที่14 กรกฎาคม2558 ด้วยระยะห่างจากพลูโตประมาณ80,000 กิโลเมตร
อนุเคราะห์ภาพโดย
NASA/Johns Hopkins University Applied Physics Laboratory/Southwest Research Institute
ภาพที่9 แสดงถึงความแตกต่างที่ได้จากการสังเกตดาวพลูโตขณะที่ยานอยู่ในด้านมืด
ซึ่งเป็นช่วงที่ยานเคลื่อนผ่านดาวพลูโตไปแล้วเกือบเป็นเวลานานกว่า16 ชั่วโมงขณะที่อยู่ห่างจากดาวพลูโตในระยะประมาณ770,000 กิโลเมตรเมื่อเปรียบเทียบภาพทั้งสองเราสามารถสังเกตเห็นชั้นหมอกที่มีลักษณะไม่ต่อเนื่องทั้งนี้ภาพล่าสุดความชัดเจนมากกว่าภาพข้อมูลเดิมที่เกิดจากการบีบอัดข้อมูลแล้วส่งกลับมายังโลกในช่วงที่ผ่านมา
อนุเคราะห์ภาพโดย
NASA/Johns Hopkins University Applied Physics Laboratory/Southwest Research Institute
ปัจจุบันยานอวกาศนิวฮอร์ไรซอนส์อยู่ห่างจากโลกของเราประมาณ 4,942 ล้านกิโลเมตร โดยเป็นตำแหน่งและระยะทางล่าสุดในวันที่ผู้เขียนได้เขียน (โดยผู้อ่านสามารถดูตำแหน่งล่าสุดของยานสำรวจนิวฮอร์ไรซอนส์ที่ http://pluto.jhuapl.edu/Mission/Where-is-New-Horizons/index.php#)
อย่างไรก็ตามข้อมูลที่เราได้รับยังไม่ใช่ข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับในช่วงระยะหลังนี้ นั่นหมายความถึงเราต้องติดตามต่อไปว่าข้อมูลที่เหลือจะช่วยให้เราได้เห็นถึงรายละเอียดของพื้นผิวดาวพลูโตเพิ่มขึ้นหรือไม่ และในความหวังของว่าข้อมูลเหล่านั้นอาจเป็นข้อมูลที่ช่วยให้มนุษย์สามารถเป็นกุญแจที่ช่วยไขปริศนาเกี่ยวกับการกำเนิดและวิวัฒนาการของระบบสุริยะของเราได้หรือข้อมูลเหล่านั้นอาจเพิ่มบ่มปริศนาความท้าทายของมนุษย์ในการความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในระบบสุริยะกันต่อไปก็เป็นได้
เรียบเรียงโดย
บุญญฤทธิ์ ชุนหกิจ
หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ ฯ นครราชสีมา สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)
แหล่งข่้อมูล
ดังนั้นทีมนักวิทยาศาสตร์จึงมีความจำเป็นที่ต้องบีบอัดข้อมูลก่อนส่งกลับมายังโลก ส่งผลให้ความละเอียดของภาพยังไม่ดีเท่าที่ควรแต่เพื่อเป็นการตรวจสอบและประเมินผลของอุปกรณ์ว่ายังใช้การได้ดีหรือไม่นั่นเอง โดยข้อมูลที่เราได้รับในช่วงแรกเป็นเพียงประมาณ 5% เท่านั้นจากข้อมูลทั้งหมดที่ยานอวกาศลำนี้ได้เก็บและรวบรวมให้ไว้ในเครื่องบันทึกข้อมูลแบบดิจิตอลที่ถูกติดตั้งไปกับยานและข้อมูลที่ถูกส่งกลับมายังโกลส่วนที่เหลือนั้นได้เริ่มขึ้นแล้ว เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2558 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีความละเอียดสูงให้เราได้ศึกษากันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นับจากนี้









ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น